คลังความรู้อไจล์ไทยสไตล์ StackOverflow – Agile66 Stack

คุณเป็นอีกคนหนึ่งรึเปล่า ที่ใช้ Methodology ดังอย่าง SDD หรือ StackOverlflow Driven Development!
อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่เรื่องตลก จะดีกว่าไหมถ้าเรามีคลังความรู้เวปถามตอบแบบ StackOverflow เรื่องอไจล์เป็นภาษาไทย? โดยคนที่รู้จริงและทำอไจล์จริงๆ คลังความรู้ด้านอไจล์ตอนนี้เรายังกระจัดกระจาย และกระจุกอยู่ที่ Agile66 Facebook Group แต่ปัญหาคือโพสต์ดีๆไหลหายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ Facebook Group นั้นเป็นเครื่องมือสำหรับคุย ไม่ใช่ คลังความรู้

การมีเครื่องมืออย่าง StackExchange จะสามารถทำให้ อย่างน้อย

เราสามารถ search หาคำถามเก่าๆทำได้ง่าย
เราสามารถ tag คำถามเพื่อแยกประเภทคำถามได้
เราสามารถ vote คำถามเพื่อคัดกรองคำถามได้
post จะเป็น public ทำให้ความรู้นี้เข้าถึงได้ง่าย (จาก search engine หรือ อ้างอิง link)
เราสามารถ ขัดเกลา คำถามคำตอบได้

(more…)

ผมไม่เขียน User Story

เป็นเรื่องที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง "พอดี" อีกทีอย่างที่ผมพยายามบอกไปแล้วว่าใน Scrum เราเรียกของที่อยู่ใน Product Backlog ว่า Product Backlog Item และก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยสงสัยมากและเข้าใจไปเองเสมอว่าเจ้า Product Backlog Item นี้มันคือ User Stroy แต่หลังจากเวลาผ่านไปสักพักผมก็ได้รับข้อมูลต่างๆมากขึ้นและได้พบว่าจริงๆแล้วของสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกันเลยยยยย
แต่ก่อนอื่นเราไปดูว่า User Story คืออะไรก่อนและคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ User Story ได้ดีมากๆเล่มหนึ่งคือหนังสือของ Mike Cohn ที่มีชื่อว่า "User Stories Applied" ดังนั้นผมเลยยึดถือเอาข้อมูลของพญาแพะภูเขาคนนี้เป็นหลักนะครับและถ้าเราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเราจะได้พบนิยามที่น่าสนใจของ User Story เขียนไว้ดังนี้

"User stories are often written on index cards or sticky notes, stored in a shoe box, and arranged on walls or tables to facilitate planning and discussion.

ปัญหาอไจล์โลกแตก – บอร์ดทำมือ กับ บอร์ดไฟฟ้า เลือกข้างไหนดี

tool ที่ดีที่สุดของอไจล์คืออะไร? ... คือไม่ใช่ tool ที่เป็น electronic ครับ ... สิ่งทีเราแนะนำมากที่สุดคือการใช้ physical board กับ post-it

Roofimon Software Share Day 2013 (0:27:12)

การใช้ซอฟแวร์นั้นไม่ดี เพราะจะขาดความยืดหยุ่นของการใช้อุปกรณ์ที่เป็นของจับต้องได้ ... แม้จะปรับได้ตามใจแต่ก็ไม่ทันกับความเร็วของการเปลี่ยนแปลง

Korn4D ฝึกลีนด้วย Hayday 5 – คัมบังอยู่ตรงไหน

หลายคนคงจะเคยได้เห็นคำแนะนำเหล่านี้จากเหล่าๆอไจล์กูรูกันมาบ้าง ยิ่งถ้าไปค้นตาม Quora หรือ LinkedIn Group เวลามีมือใหม่หัดขับมาถามว่า อะไรคือเครื่องมือทำอไจล์ที่ดีที่สุด ก็มักจะมีคำตอบจากบรรดาผู้รู้ทั้งหลายว่า Physical Board เท่านั้น แถมยังจิกกัดคนตั้งคำถาด้วยว่า ไอ้น้องเอ๋ย ไปอ่าน manifesto ใหม่อีกรอบนะ เขาบอกว่า “Individuals and interaction OVER PROCESS AND TOOLS!”

แต่ผมได้ยินแล้วแอบขัดใจ จริงแท้แน่นอนครับ แต่ผมมองว่าไม่มียาวิเศษอะไรที่แก้ได้ทุกปัญหาทุกบริบท

(more…)

ละเอียดพอดี

ต่อจากภาคที่แล้วเนอะ (ติดคำว่าเนอะมาจาก @Chokchai) ผมเล่าเรื่องไปอวกาศกับความ sexy ของ product backlog ได้อย่างเกี่ยวกันแบบไม่รู้จะเกี่ยวกันยังไงว่า Product Backlog(PB) ที่ดีต้อง sexy คือ Product Backlog Item ที่อยู่ด้านบนต้องมีความสำคัญมาก มีขนาดเล็กและมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะให้ทีมหยิบเข้าไปทำงานได้เลยใน sprint ต่อไป

(more…)

Agile ไม่มีอยู่จริง

เรื่องนี้ผมเคยพูดใน Podcast ของ Scrumcat ไปรอบนึงแล้ว แต่มาเขียนสรุปให้อีกทีครับ เวลาที่มีคนมาแซวประโยคเด็ดของผม จะได้มีลิงค์ชี้ไปให้อ่านได้

ผมสังเกตมานานแล้วว่า คนที่เริ่มทำอไจล์ เหมือนกับทุกคนที่เริ่มจะทำอะไรใหม่ๆ มักจะมองหาตัวชี้วัดอะไรอยู่ซักอย่างว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่เราจะเป็นอไจล์ซักที หรือ ถ้าเราหยิบทีมมาทีมนึง เราจะบอกได้อย่างไรว่าทีมนี้เป็นอไจล์หรือยังเป็น Waterfall อยู่

(more…)

Apollo Project กับ Scrum

วันก่อนนั่งคุยกับ @Chokchai เรื่อง Scrum ระหว่างสอน Scrum ที่แห่งหนึ่งระหว่างคุยโชคชัยก็โดนเรียกตัวไปอธิบายอะไรบางอย่างแล้วก็เดินหล่อๆกลับเล่าว่า "พี่ผมว่า Waterfall มันเวิร์คเพราะเมื่อก่อนมันเป็น punch card.

องกร์ใหญ่กับอไจล์

สื่งที่ได้ยินเสมอคืออไจล์เหมาะกับบริษัทเลือดใหม่ ที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากเสียงสะท้อนที่ได้ยินบ่อยๆของการปรับองค์กรขนาดใหญ่คือ ยาก จะเปลี่ยนคนเยอะๆให้เข้าใจได้อย่างไร หรือว่าอย่าเลยเดี๋ยวโดนมองว่าเป็นกบฏ เลยอยากจะมาแบ่งปันความคิดเห็นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนองค์กรยักษ์แห่งหนึ่งของโลกที่ให้บริการเกี่ยวกับการจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องการเงินของโลก

เราใช้เวลาุึุถึงปีกว่าที่เราจะรู้ว่าควรเริ่มอย่างไร ผมขออนุญาตข้ามในส่วนที่ลองผิดไป ยิงตรงไปที่ลองถูกเลยแล้วกัน

ปัจจัยรวบยอดที่สำคัญ

1. การที่มีผู้นำองค์กรที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์องกรณ์ และพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านการเงิน เวลา และสิ่งแวดล้อม

2. โคชที่เคยผ่านงานการปรับเปลี่ยนองค์กร และมีทักษะในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รวมทั้ง ทีมงานการปรับองค์กร ที่ประกอลด้วยคนจากแผนกที่สำคัญที่มีส่วนในการส่งมอบชิ้นงาน

3. การที่คนทำงานมีความปราถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะให้ Agile Practices ในงานประจำวัน

4. สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ วัฒนธรรมองค์กรที่มีความเป็นเจ้าของงานร่วมกัน และพร้อมที่จะเรียนรู้ ซึ่งหมายรวมถึงยอมรับที่จะทำผิดพลาด เพื่อที่จะเรียนรู้

5. การเริ่มต้นที่ตนเอง หลายๆคนชอบบอกว่า องค์กรไม่อยากทำ เลยไม่เริ่มทำ แต่จรืงๆแล้ว การทำงานแบบอไจล์บางอย่าง สามาระทำได้เลยโดยที่ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตองกรด้วยซ้ำไป

 

สิื่งทีน่ากลัวที่สุดของการ ปรับเปลี่ยนองค์กรก็คือเอาวิธีการปรับขององค์กร หรือกลุ่มคน ที่เคยทำสำเร็จ มาทำซ้ำแล้วคาดหวังว่าจะสำเร็จเหมือนกัน

 

 

Day2: Scrum Master course 2012

มี day2 ของปีที่แล้วด้วยค่ะ Day 2: My short note from Scrum Master Course

หาสมุดไม่เจอ..ถ้าเจอจะเอามาเติมอีก ตอนนี้เอาไปก่อน ม้นก็เป็น potentially shippable product แล้ว ฮาๆ

เริ่มด้วยการถามตอบ

Product อะไร ควรใช้ Scrum?

ใช้กับ product อะไรก็ได้ แต่เน้นว่า ต้องเป็นสิ่งที่สามารถสร้างได้แบบ incrementally และเปลี่ยนแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น software ก็ได้ ใช้กับอะไรก็ได้
ยกตัวอย่าง การเอา scrum  มาใช้กับงานการจัดงานแต่งงาน อันนี้ดูเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้อง เพราะมันแปลว่า คุณต้องไปโบสถ์ทุก 2 สัปดาห์เหรอ? มันไม่่ใช่ มันไม่สามารถทำให้เกิด potentially shippable product ได้ ดังนั้น งานแต่งงาน ควรใช้ kanban มากกว่า scrum
การจะเป็น scrum ได้ มันต้องเป็น combination ของหลายๆ practice เน้นๆ เลยคือ ต้องทำให้เกิด potentially shippable product ต้องเป็น process ที่เกิดซ้ำๆ เพราะเราต้องการ improve การทำงานของเรา (จะ improve ได้ ก็ต้องเกิดซ้ำๆ) การทำ 1 อย่าง แล้วจบไป แล้วก็ทำสิ่งใหม่ (เช่น ไปโบสถ์ แล้วก็ไปซื้อของขำร่วย) ไม่ได้เรียกว่าเป็นการทำซ้ำ ถ้าเป็นแบบแปลว่าเราแค่ใช้ scrum practice มาช่วยให้เราทำงานง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า นี่คือ scrum combination ที่ถูกต้อง (more…)

Day1: Scrum master course 2012

เก๋มาเรียน Certified Scrum Master อีกแล้วค่ะ ฮาๆ

รอบที่แล้วก็มี day 1 ไปแล้ว จะไม่คุยซ้ำนะคะ  ขอให้ไปอ่านจาก link ที่แปะให้ แล้วค่อยอ่านเนื้อหาของ blog นี้ค่ะ 😀
My short note from Scrum Master course: day 1

ตอนมาเรียน scrum master ให้จำไว้ว่า นี่คือสถานการณ์ perfect ที่จะเอาไปใช้ scrum ได้ เวลากลับไปบริษัท ก็แค่จำความรู้สึกไว้ แล้วเปรียบเทียบกับบริษัท เราจะได้รู้ว่า next step ของเราคืออะไร
Timeboxes คิดง่ายๆ คือ ถ้ามีโปรเจค 6 เดือน แปลว่าเราจะแบ่งโปรเจคเป็น mini project 2 weeks ทั้งหมด 12 ครั้ง
ถ้า ไม่ timeboxes แปลว่า ไม่ scrum
adding people in the late project makes it later 55555+ (more…)